วันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เกษตรกรรม ของฝรั่งเศส






ประเทศฝรั่งเศสมีจำนวนพื้นที่ถือครองเพื่อการเกษตรกว่า 590,000 แห่ง มีประชากรในวัยทำงานในภาคการเกษตร 1,189,000 คน และมีพื้นที่เพาะปลูก 27,668,000 เฮกตาร์หรือเท่ากับร้อยละ 50.7 ของประเทศฝรั่งเศสแผ่นดินใหญ่ โดยมีผลิตผลทางการเกษตรหลักดังนี้

- ธัญพืช 69.7 ล้านตัน ในจำนวนนี้ 37.6 ล้านตันเป็นข้าวสาลีและ 16.4 ล้านตันเป็นเมล็ดข้าวโพด ประเทศฝรั่งเศสเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของสหภาพยุโรปและเป็นอันดับ 5 ของโลก
- ไวน์ 48 ล้านเฮกโตลิตร อันดับ 2 ของโลกและในสหภาพยุโรปรองจากประเทศอิตาลี
- นม 22.2 ล้านลิตร อันดับ 2 ของสหภาพยุโรปรองจากประเทศเยอรมนีและเป็นอันดับ 5 ของโลก
- หัวผักกาดหวาน 29.4 ล้านตัน ผลิตได้เป็นอันดับ 1 ของสหภาพยุโรปและอันดับ 2 ของโลก
- เมล็ดพืชที่ให้น้ำมัน 6 ล้านตัน ผลิตได้เป็นอันดับ 1 ของสหภาพยุโรป

ส่วนด้านการทำปศุสัตว์และการผลิตเนื้อสัตว์นั้น มีดังนี้
- โค จำนวน 19.2 ล้านตัว / เนื้อโค ปริมาณผลิต 1.8 ล้านตัน
- สุกร จำนวน 15.2 ล้านตัว / เนื้อสุกร ปริมาณผลิต 2.3 ล้านตัน
- แกะ จำนวน 8.9 ล้านตัว, แพะ จำนวน 1.2 ล้านตัว / เนื้อแพะและแกะ ปริมาณผลิต 1.3 ล้านตัน
- เนื้อสัตว์ปีก ปริมาณผลิต 2.1 ล้านตัน

     ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ภายกลุ่มประชาคมยุโรปกว่าร้อยละ 58.6 ของการค้าทั้งหมดของประเทศฝรั่งเศสคือ ประเทศเยอรมนี เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก สหราชอาณาจักร สเปนและอิตาลี ที่เหลือได้แก่ สหรัฐอเมริกา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์และแอลจีเรีย

วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ผลไม้ที่นิยมปลูกในฝรั่งเศส




องุ่นเป็นผลไม้ที่มีมาในสมัยโบราณของยุโรป แต่ในปัจจุบันองุ่นสามารถปลูกได้ลักษณะอากาศทั่วไป องุ่นในฝรั่งเศสมี 3 ประเภท

- Raisins de table เป็นองุ่นที่ปลูกเพื่อใช้รับประทานสดมีมากมาย นิยมปลูกมากคือ องุ่นแดง บางชนิดเกือบดำรสหวาน องุ่นขาวปนเขียวเป็นองุ่นที่มีรสหวานจัด

- Raisins de cuve เป็นองุ่นที่ปลูกเพื่อทำเหล้าองุ่น มีทั้งชนิดสีดำ,แดง,ขาว และเขียว นอกจากนั้นกกากองุ่นที่เหลือจากการทำเหล้าสามารถทำนำส้มสายชูได้ ดังนั้นการปลูกองุ่นจึงเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สำคัญ

- Raisins secs เป็นองุ่นที่ใช้ทำลูกเกดลักษณะคล้ายองุ่นที่ทำเหล้าแต่น้ำตาลสูง ขนาดผลเล็กไม่มีเมล็ด ไม่นิยมทำเหล้าเพราะหวานจัด จึงนิยมนำมาทำผลไม้อบแห้ง

วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ฤดูการของฝรั่งเศส






ฝรั่งเศสเป็นประเทศหนาว   ในปีหนึ่งแบ่งออกเป็น  4  ฤดู   แต่ละฤดูจะกินเวลา  3  เดือน   วันเดือนที่กำหนดว่าเป็นวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดของแต่ละฤดูนั้น   จริง ๆ แล้วไม่ได้หมายความว่าอากาศจะต้องเปลี่ยนแปลงอย่างนั้นจริง ๆ   วันเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิบางปีในบางท้องถิ่นอากาศจะหนาวมากกว่าฤดูหนาวในบางถิ่น   ฤดูทั้ง  4  ของฝรั่งเศสมีดังนี้คือ

            1.  ฤดูใบไม้ผลิ   ( le  printemps )    ฤดูใบไม้ผลิเริ่มวันที่  21   มีนาคม   สิ้นสุดวันที่  21   มิถุนายน   ในฤดูนี้อากาศจะอบอุ่นขึ้น   ต้นไม้ที่โกร๋นปราศจากใบมาตลอดเวลา  3   เดือน   ในฤดูหนาวที่หนาวเย็นจะเริ่มผลิใบ   การเปลี่ยนแปลงนี้รวดเร็วมาก   ในเวลาไม่กี่วันหลังอากาศอบอุ่นต้นไม้จะผลิใบเขียวชอุ่ม   ปลายเดือนมีนาคมและเดือนเมษายนอากาศจะไม่แน่นอน   ในช่วงนี้จึงยังคงเก็บเสื้อโค้ตไม่ได้เพราะอากาศจะหนาวเมื่อไรก็ได้   บางทีอาจจะมีฝนตกบ้าง   อากาศจะดีจริง ๆ  ในเดือนพฤษภาคม   ฤดูใบไม้ผลิเป็นฤดูที่สวยงาม   ฟ้าจะเป็นสีฟ้าใส   พระอาทิตย์ซึ่งไม่เคยปรากฏในฤดูหนาวเริ่มส่องแสง   ฤดูนี้ได้ชื่อว่าเป็นฤดูแห่งดอกไม้แห่งงานฉลองแห่งความรัก  ( la  saison  des  fleurs,  des  fêtes,  des  amours )   มีงานฉลองมากมาย   เช่น  พิธีรับศีลจุ่ม   พิธีแต่งงาน  ฯลฯ   สำหรับนักเรียนนักศึกษา   เดือนอากาศดีนี้หมายถึงการสอบปลายปีด้วย

            แม้ว่าฤดูใบไม้ผลิจะเป็นฤดูที่ทุกคนคิดว่าเป็นฤดูที่สวยงาม   อากาศดี   แต่ก็เป็นฤดูที่อากาศไม่แน่นอน   อากาศจะเปลี่ยนแปลงอย่างไม่คาดหมาย  imprévisible   ก็ได้   แต่ฤดูใบไม้ผลิก็นับว่าเป็นฤดูที่ดีที่สุดฤดูหนึ่งของปี

            2.  ฤดูร้อน  ( l’été )    เริ่มวันที่  22   มิถุนายน   สิ้นสุดวันที่  22   กันยายน   ฤดูร้อนเป็นฤดูที่กลางวันยาวมาก   เมื่อกลางวันยาว   กลางคืนก็สั้นประมาณ  6 – 7  ชั่วโมง   กลางวันยาวในที่นี้   หมายความว่า   พระอาทิตย์ตกดินช้า   สามทุ่มหรือสี่ทุ่มยังไม่มืด   เมื่อไม่มืดก็มีความรู้สึกว่ายังไม่ถึงกลางคืน   ในประเทศสแกนดิเนเวียนนั้นในฤดูร้อน   กว่าพระอาทิตย์ตกดินหรือจะมืดก็ประมาณห้าทุ่มหรือเที่ยงคืน   กลางคืนจะยาวประมาณ  6 – 7  ชั่วโมง    ฤดูร้อนในฝรั่งเศสอากาศร้อน   ผู้คนจึงไปชายทะเล   ฤดูร้อนเป็นฤดูแห่งวันหยุด   ผู้คนเฝ้ารอฤดูนี้เพื่อจะได้ไปเที่ยวทะเล   เพื่อจะได้อาบแดด   เพื่อจะได้รับประทานผลไม้สด ๆ  เช่น  สตรอเบอรี่   แต่ในฤดูร้อนผลไม้ยังไม่อร่อย   ต้องรอให้ผลไม้สุกเสียก่อน   ฤดูร้อนบางปีอากาศอาจจะไม่ดีฝนตกบ่อย ๆ  ฤดูร้อนที่อากาศไม่ดีเรียกว่า   été  pourri   ความหมายก็บอกว่าไม่เพลิดเพลิน   เป็น  “ฤดูร้อนที่เน่าเสีย”   คาดว่า   “été  canicule”   หมายถึงช่วงต้นฤดูร้อนที่อากาศร้อนมาก   บางเมืองอากาศจะร้อนมาก   อุณหภูมิที่สูงสุดในฤดูร้อนในฝรั่งเศสประมาณ  30  องศาเซลเซียส   ซึ่งร้อนมากสำหรับประเทศหนาว   ทำให้คนอยากไป   vacances   โดยเฉพาะคนที่อยู่ในเมืองใหญ่อย่างปารีส

            3.  ฤดูใบไม้ร่วง   ( l’automne )   ฤดูใบไม้ร่วงเริ่มต้นวันที่  23  กันยายน   สิ้นสุดวันที่  21   ธันวาคม   อากาศที่สดใส   แดดจ้าในฤดูร้อนเริ่มเปลี่ยน   ท้องฟ้าสีเทา  ลมแรง   ใบไม้เริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวมาเป็นสีเหลือง   กลางวันสั้นมากขึ้น   กลางคืนยาวขึ้น   ใบไม้สีเหลือง   แห้งและร่วง   ฤดูใบไม้ร่วงก็เหมือนฤดูอื่น ๆ  คือ  อาจจะเป็นฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศดี   หรือฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศไม่ดี   คือ   ฝนอาจจะตกบ่อย   ตอนต้นฤดูอากาศมักจะดี   ตอนปลายฤดู  คือ   เดือนพฤศจิกายนอากาศจะไม่ดี   ท้องฟ้าเป็นสีเทาและมืดครึ้ม   ตอนที่ใบไม้ร่วง   ต้นไม้โกร๋นเป็นตอนที่เศร้า   แต่ฤดูใบไม้ร่วงเป็นฤดูที่สวยฤดูหนึ่ง   เพราะใบไม้ที่เปลี่ยนสีทำให้ฟ้าสวยงามหาที่เปรียบไม่ได้   ป่าไม้ในฤดูใบไม้ร่วง  ( ตอนต้นและตอนกลางฤดู )   จะใช้คำขยายว่า  coloré   ซึ่งหมายถึงระบายด้วยสีประดับด้วยสี  ( อันสวยงาม )   “ศิลปินมักจะให้ฤดูใบไม้ร่วงเป็นฤดูที่สวยที่สุด   เนื่องจากสีใบไม้ที่เปลี่ยนสีแตกต่างกันมากมายหลายสี   ซึ่งธรรมชาติเท่านั้นจะทำได้

            ทางใต้ของฝรั่งเศสอากาศจะไม่หนาว   แต่มีลมแรง  ( mistral )  ทางใต้จึงปลูกต้นไม้ที่สู้ลมได้   เช่น  ต้นมะกอก  ( olivier )    ต้นโอ๊ค  ( chêne  vert )    และต้นไม้ที่มีรากยาว ๆ  เช่น   องุ่น

            ฤดูใบไม้ร่วงเป็นฤดูที่ดีที่สุดของคนบางกลุ่ม   คนฝรั่งเศสจำนวนหนึ่งที่ชอบล่าสัตว์จะถือปืนออกล่าสัตว์   ฤดูนี้เป็นช่วงที่คนในประเทศหนาวสามารถอยู่กลางแจ้งได้ก่อนที่ความหนาวจะคลืบคลานเข้ามาถึง

            4.  ฤดูหนาว   ( l’hiver )    เริ่มวันที่  22  ธันวาคม   สิ้นสุดวันที่  20  มีนาคม   ปลายฤดูใบไม้ร่วง   กลางวันสั้นมากขึ้น   ท้องฟ้ามืดครึ้ม   ฤดูหนาวในประเทศหนาวหรือประเทศฝรั่งเศสคือ  ความหนาว   ฝนและหิมะ   แต่ฤดูหนาวก็เหมือนฤดูอื่น ๆ  คือ   เป็นฤดูที่คนบางกลุ่มเฝ้ารอ   นั่นคือผู้ที่ชอบกีฬาฤดูหนาวและผู้ทำธุรกิจเกี่ยวกับกีฬาฤดูหนาว   เมืองที่อยู่บริเวณภูเขาและเป็นสถานีสกี   ( Stations  de  ski )   จะคึกคักและมีชีวิตชีวา

            ฤดูหนาวเป็นฤดูแห่ง   “sports  d’hiver”   ครอบครัวหรือโรงเรียนจะพาลูก ๆ  และเด็ก ๆ  ไปเล่นสกีบนภูเขาในช่วง   vacances  de  neige   ผู้เดินทางในการขับรถที่อยู่ในเขตภูเขาที่มีหิมะตกจะต้องมี   pneus  à  clous   หรือ   roués  avec  chaine     ซึ่งเป็นยางรถที่ใช้บนถนนที่ลื่นด้วย  vergla  ( ฝนปนหิมะ )    gel  ( น้ำที่แข็งตัว )    และ   dégel  ( น้ำแข็งที่ละลายแล้ว )   นอกจากเจ้าของรถจะต้องเตรียมรถของตนให้พร้อมที่จะแล่นไปบนถนนที่อันตรายแล้ว   ทางราชการก็เตรียม  chasse – neiges  ( รถกวาดหิมะ )   เพื่อเปิดทางหากหิมะตกมาก ๆ  บนทางหลวงก็จะมีกระสอบทรายและกระสอบเกลือวางไว้ประจำ

            ฤดูหนาวเป็นฤดูแห่งงานฉลอง   จะเห็นว่ามีเทศกาลหลายเทศกาลในฤดูนี้   เช่น   Fête  de  Saint – Nicolas,  Noël,  Nouvel  An,  Fête  des  Rois,  Carnaval

นอกจากจะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีอากาศปานกลาง   ( le  climat  doux   et   tempéré )   ของยุโรปแล้ว   อากาศในฝรั่งเศสยังแตกต่างกันตามลักษณะภูมิประเทศ   และลักษณะที่เด่นคือ   ความไม่แน่นอน   อากาศแต่ละฤดูไม่เหมือนกัน   และฤดูเดียวกันในแต่ละปีก็ไม่เหมือนกัน

วันพุธที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2556

การเดินทางในปารีส

การเดินทางเที่ยวฝรั่งเศส




RATP Transports en Ile de France

ราคาตั๋วเมโทรรายเดือน Zone Paris 1 - 2 : 53.50 € โดยปกติแล้วรถไฟรอบสุดท้ายจะหมดประมาณตี 1 (métro) ส่วน RER นั้นตอนเที่ยงคืนกว่าๆ ก็จะหมดแล้ว แต่ถ้าเป็นวัน เสาร์ & อาทิตย์ รถไฟจะวิ่งกันถึงตี 2 ครับ
ระบบขนส่งมวลชน ในปารีสนั้น สามารถ เดินทางได้โดย : รถ Bus โดยบางสายจะ วิ่งถึงแค่สามทุ่ม รถไฟใต้ดิน หรือ Metro รถไฟชานเมือง (วิ่งผ่าปารีส หรือ RER ) (วิ่งจากปารีส ไปชานเมือง หรือ ทรานซิเรี่ยน)โดยการ ระบบ การเดินทางในปารีส และชานเมือง นั้น จะแบ่งเป็น โซนๆ ประกอบด้วย โซน 1-2-3-4-5-...ราคาตั๋วแบ่งตามโซน และ ซื้อได้แบบ เป็นหนึ่งใบต่อการเดินทางหนึ่งครั้ง ไม่ก็ ตั๋วอาทิตย์ม ตั๋วเดือน


สิ่งที่ควรระวังในการเดินทาง
ควรระมัดระวังกระเป๋าตังค์หรือของมีค่า ยิ่งถ้าคุณๆ หน้าตาคล้ายจีน หรือญี่ปุ่นยิ่งต้องระวังให้มากกว่าเดิมพวกมิจฉาชีพพวกนี้ มีตั้งแต่เด็กเล็ก จนถึงวัยรุ่นเป็นส่วนมาก และ ทำงานกันเป็นทีม จะมักลอบขโมยในขณะที่ผู้ร่วมขโมยอีกคน ทำการเรียกร้องความสนใจของหายเมืองนี้ ไปแจ้งตำรวจ ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น บางคนยังโดนตำรวจตอบกลับว่าทำไมไม่ระวัง ถ้าเป็นรถไฟที่วิ่งไปรอบนอกชานเมืองตอนกลางคืนให้ระวังเป็นพิเศษ และ ย่านที่ค่อนข้างหน้ากลัวจะอยู่ทางชานเมืองเหนือของปารีส เช่น St Denis


เว็บเกี่ยวกับการซื้อตั๋วเครื่องบิน
เที่ยวในเขตยุโรป
http://www.sncf.com/
http://www.easyvols.fr/

ไปลอนดอน อังกฤษกับ Euro Star
http://www.eurostar.com/

หาตั๋วเครื่องบิน กลับเมืองไทย
http://www.voldiscount.com/
http://www.opodo.fr/opodo/StrutsServlet/Home?locale=fr_FR
เช็คเวลาตั๋วถูก แบบ +-7วัน http://itasoftware.com/ ได้ยินมาว่าเป็นเวปที่ agency ใช้หาช่วงเวลาตั๋วถูก แล้วมาเสนอเรา แต่ไอเวปนี้มันจะจองเลยไม่ได้ มันเอาไว้เช็คเวลา อย่างเดียว โดยเข้าไปแล้วให้ไป ที่ Searche Airfares แล้วมันจะให้เรา login ให้เราเลือก login แบบ guest (อย่างที่บอกว่าเป็นเวป ที่ Travel Agency ใช้กัน).

เดินทางในปารีส


โดยรถยนต์

การใช้รถยนต์ส่วนตัวในนครหลวงแห่งนี้ไม่เป็นที่แนะนำอย่างยิ่ง นอกเสียจากในตอนกลางคืนซึ่งการจราจรสะดวกและลื่นไหลเหมาะสำหรับการขับรถชมปารีส ดังนั้นคุณควรเลือกเดินทางด้วยวิธีอื่นๆ ที่รวดเร็วกว่า


ขนส่งมวลชน

องค์การขนส่งมวลชนนครปารีสมีเครือข่ายรถไฟใต้ดินและรถเมล์ ซึ่งให้บริการขนส่งผู้โดยสารภายในนครปารีสและปริมณฑลอย่างทั่วถึง คุณสามารถขอแผนผังที่ตั้งสถานีต่างๆ (ทั้งรถไฟใต้ดิน รถเมล์ รถไฟด่วนพิเศษ) ได้ฟรีในสถานีรถไฟใต้ดินทุกแห่ง
เปิดดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ratp.fr


ค่าโดยสาร

อัตราค่าตั๋วโดยสารจะแตกต่างกันไปตามเขตพื้นที่บริการ ซึ่งมีทั้งหมด 8 เขตตั๋วสำหรับเดินทางโดยรถไฟใต้ดิน รถเมล์หรือรถไฟด่วนพิเศษเป็นตั๋วชนิดเดียวกันคุณสามารถขอแผนผังการแบ่งเขตพื้นที่บริการได้ฟรีในสถานีรถไฟใต้ดินทุกแห่ง
ตัวอย่างอัตราค่าโดยสาร- ตั๋วหนึ่งใบราคา 1.30 ยูโร- ตั๋วชุด 10 ใบ ราคา 9.30 ยูโร- ตั๋วพิเศษสำหรับ 1 วัน หรือ 5 วัน ใช้เดินทางได้ไม่จำกัดจำนวนเที่ยวในทุกเขตพื้นที่บริการและสำหรับการเดินทางทุกประเภท (รถใต้ดิน รถเมล์และรถด่วนพิเศษ)
ราคาสำหรับเดินทางในเขต 1 ถึง 3 ราคา 8.35 ยูโร สำหรับตั๋ว 1 วัน และ 26.65 ยูโร สำหรับตั๋ว 5 วันสำหรับเดินทางในเขต 1 ถึง 5 ราคา 16.75 ยูโร สำหรับตั๋ว 1 วัน และ 45.70 ยูโร สำหรับตั๋ว 5 วันสำหรับเดินทางในเขต 1 ถึง 8 ราคา 23.60 ยูโร สำหรับตั๋ว 1 วัน และ 53.35 ยูโร สำหรับตั๋ว 5 วันและมีส่วนลดพิเศษสำหรับเด็กอายุระหว่าง 4 ถึง 11 ปีตั๋วพิเศษนี้ คุณอาจซื้อได้ในประเทศของคุณที่สำนักงานตัวแทนขายตั๋ว Rail Europe (ดูรายชื่อและที่อยู่สำนักงานทั่วโลกได้ที่ www.raileurope.fr )


รถใต้ดิน

เป็นวิธีการเดินทางในปารีสที่สะดวกและรวดเร็วที่สุด รถใต้ดินมีให้บริการทั้งหมด 15 สาย และมีสถานีรับส่งผู้โดยสารประมาณ 300 สถานี วิ่งให้บริการตามปกติตั้งแต่เวลา 5.30 น. ถึง 0.30 น. ผู้โดยสารสามารถต่อรถไฟด่วนพิเศษหรือรถไฟระหว่างเมือง เพื่อไปยังเขตปริมณฑลของนครปารีสได้โดยสะดวก

รถไฟด่วนพิเศษ
รถไฟด่วนพิเศษทั้ง 5 สาย (A B C D และ E) แล่นเชื่อมเมืองต่างๆ ในเขตปริมณฑลของปารีส และไปยังหัวเมืองในแคว้น Ile-de-France โดยตัดผ่านนครปารีสและจอดรับผู้โดยสารที่สถานีเดียวกับรถใต้ดิน แต่คุณควรทราบว่าราคาค่าโดยสารรถไฟด่วนพิเศษที่อยู่นอกเขตนครปารีสจะสูงขึ้นตามระยะทาง ดังนั้นจึงควรสอบถามให้เรียบร้อยเสียก่อนที่สถานีต้นทาง


รถเมล์

ตามปกติรถเมล์ให้บริการตั้งแต่เวลา 5.30 น. ถึง 20.30 น. ส่วนตอนกลางคืนมีรถพิเศษวิ่งให้บริการจากย่านสำคัญๆ กลางเมืองปารีสอาทิเช่น จาก Place du Châtelet ไปยังชานเมือง
นอกจากนี้ยังมีรถโดยสาร Eurolines ให้บริการรับส่งผู้โดยสารระหว่างปารีสกับเมืองต่างๆ ทั้งในประเทศฝรั่งเศสและทั่วไปในทวีปยุโรป ติดต่อได้ที่
Gare Internationale de Paris Galliéni28, av. du Général de Gaulle93541 Bagnolet – Métro GalliéniTél. : 33 (0) 8 36 69 52 52www.eurolines.fr


รถแท็กซี่

ปารีสมีรถแท็กซี่ประมาณ 15,000 คันคอยให้บริการ คุณสามารถขึ้นรถแท็กซี่ได้ที่ป้ายซึ่งมีตัวอักษรคำว่า TAXI สีขาว บนพื้นสีฟ้า หรือบางครั้งก็อาจเรียกได้ตามท้องถนน (รถคันที่ว่างจะเปิดไฟที่ป้ายคำว่าแท็กซี่บนหลังคา และไฟหลอดเล็กๆ ใต้ป้ายนั้นดับอยู่)
บริษัทรถแท็กซี่ที่เรียกใช้บริการได้
Taxi G7 : 33 (0) 1 47 39 47 39Taxi Bleus : 08 91 70 10 10 (ค่าโทรศัพท์ 0.22 ยูโรต่อนาที)Aéro Taxi (เพื่อไปสนามบิน) : 33 (0) 1 47 39 01 4701 Taxi : 33 (0) 19 17 01 01Alpha Taxi : 33 (0) 1 45 85 85 85


รถจักรยานและสเก็ต
ปารีสได้จัดสรรพื้นที่สัญจรส่วนใหญ่ไว้ให้แก่พาหนะไร้เครื่องยนต์ โดยเพิ่มเส้นทางสำหรับรถจักรยานและทางวิ่งของนักสเก็ต ขยายช่องทางเดินรถประจำทาง (สำหรับรถเมล์และรถแท็กซี่) จัดให้มีถนนคนเดิน อีกทั้งประดับประดาไม้ดอกไม้ใบตามที่ต่างๆ โดยเฉพาะบริเวณเส้นทางสัญจรหลักๆ นอกจากนี้ทุกวันอาทิตย์ถนนเลียบริมแม่น้ำแซนทุกแห่งยังจัดให้เป็นถนนคนเดินหรือสงวนไว้ให้กับผู้ใช้รถจักรยานและสเก็ต (ยกเว้นในกรณีพิเศษหรือ... และแน่นอนที่สุด ในยามน้ำท่วม)

วันอังคารที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2556

มารยาทในการรับประทานอาหารยุโรป ตอนที่ 3

9  ศัตรูสำคัญสำหรับการทานอาหารจำพวกเนื้อคือ   ..........
               การทานอาหารจำพวกเนื้ออาศัย    การตัด   จากมีดอย่างแท้จริง  เศษกระดูกชื้นใหญ่กว่ากระดูกปลาที่เหลือเอาไว้บนจานความลำบากและเรื่องที่นึกไม่ถึงมีอยู่ในอาหารแต่ละชนิด   แต่หากตัดสินใจเลิกทาน ก็เป็นอันว่า หมดโอกาสลิ้มลองอาหาร มิหนำซ้ำ จะเป็นการทำให้คิดว่า เป็นวิธีทานอาหารที่ยากลำบากซะเหลือเกิน
               อย่าหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ จนหมดตั้งแต่ทีแรก
               อาหารทุกชนิดให้จำเอาไว้ว่า หั่นแล้วทาน เป็นคำ ๆ ไป ส่วนอาหารจำพวกเนื้อ ให้หั่นจากซ้ายมาขวา โดยให้ขนาดใหญ่พอดีคำ แล้วจึงทานทุกครั้งที่หั่นออกมา อย่านำเนื้อชิ้นใหญ่เกินไปเข้าปาก เพราะจะทำให้เคี้ยวลำบาก และต้องออกแรงมากเกินไปในการเคี้ยว จนทำให้เกิดเสียงดังและมองดูน่าเกลียด  อีกสิ่งที่ควรรู้ควบคู่กันไปก็คือในอาหารแต่ละจานนั้น จะมีผักที่เป็นเครื่องเคียงใส่มาในจานเดียวกันด้วย เพื่อให้ได้รสชาติ ที่ครบถ้วนควรจะทานสลับกันทั้งเนื้อ และผักที่เป็นเครื่องเคียงจึงจะเหมาะสม
               การทานอาหารที่มีกระดูกติดมาด้วย
               กรณีที่เป็นอาหารประเภทเนื้อติดออกมาด้วย จะต้องเลาะกระดูกออกก่อน แล้วจึงจัดการกับส่วนเนื้อต่อไป ถ้าเป็นไก่ติดกระดูกจะมีกระดูกอยู่ในส่วนเนื้ออีกหลายแท่ง ก่อนอื่นควรจะเลาะตรงข้อต่อเสียก่อนเพื่อให้ชิ้นเล็กลง แล้วจึงเลาะกระดูกด้านในออกมา    สำหรับน่องไก่ที่มีกระดาษพันที่ปลายมานั้น บางครั้งอาจจะดูเหมือนว่าการใช้มือจับส่วนที่เป็นกระดูกไว้แล้วทานส่วนที่เป็นเนื้อจะดูง่ายกว่า อย่างไรก็ตาม ให้จับส่วนที่มีกระดาษพันเอาไว้รอบ ๆ กระดูกดูจะง่ายกว่า จากนั้นจึงใช้มีดหั่นส่วนที่เป็นเนื้อออกมา    อาหารอีกประเภทที่ควรรู้ไว้ด้วยในที่นี้ก็คือ อาหารที่เสียบไม่ย่างและนำใส่จานมาทั้งไม้เลย (ที่เรียกกันว่า บาร์บีคิว)นั้น ถ้าเป็นงานสังสรรค์แบบกันเองในที่กลางแจ้งหรือสนามหย็าละก็ ไม่จำเป็นต้องดึงเอาไม้เสียบออก แต่ถ้านอกเหนือจากสถานที่เช่นนั้น ให้ดึงเอาไม้ออกเสียก่อนจึงจะลงมือทานเวลาจะดึงออกก็ให้จับปลายไม้ด้วยมือขวา ใช้ส้อมจิ้มเนื้อเอาไว้กับจาน ค่อย ๆ หมุนเบา ๆ และดึงเอาไม้ออกจะง่ายกว่าออกแรงดึงออกมาตรงเลย
               ราดน้ำซอสให้เพียงพอก่อนลงมือทาน
               ควรจะราดน้ำซอสบนเนื้อไก่ให้ชุ่มก่อนทาน จะได้รสชาติของอาหารได้ดีขึ้น  แต่ในกรณีที่ต้องตักซอสเอง อย่าราดให้กระเด็น หรือหกเลอะเทอะ  สำหรับพวกมัสตาร์ด หรือเครื่องปรุงอื่น ๆ ที่มีกลิ่นฉุน อย่าทาให้ทั่วเนื้อตั้งแต่ทีแรก เพราะเมื่อจะลองทานซอสอย่างอื่นบ้างจะลำบากเพราะว่าชิ้นเนื้อนั้น ๆ จะติดกลิ่นฉุนอยู่มากเกินไปแล้ว
10  ใช้ส้อมทานสลัดผัก
               สลัดผักมีวิธีทานโดยเฉพาะ แต่มักจะเสิร์ฟมาพร้อมกับอาหารจากหลักจำพวกเนื้อเวลารับประทานนั้น จะทานเนื้อสลับกับสลัดผัก  หรือจะทานเนื้อให้หมดเสียก่อนจึงทานสลัดผักก้ได้ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ แต่ปกติแล้วจะทานสลับกันไป
               เป็นธรรมเนียมว่า ต้องใช้ส้อมอย่างเดียวในการทานสลัด

               มารยาทในการทานสลัดต้องใช้ส้อมอย่างเดียว แต่เมื่อหั่นผักก็ให้ใช้มีดได้ หรือใช้ด้านข้างของส้อมนั้น ๆ เวลาจะนำผักสลัดเข้าปากนั้น ใช้ได้ทั้งการ ตัก  พัน  หรือจิ้มลงไป    สำหรับสลัดที่เสิร์ฟมาในชามนั้น ให้ใช้เฉพาะส้อมเท่านั้นในการทาน แต่ถ้าต้องการจะใช้มีดจะต้องตักผักสลัดแบ่งมาไว้ในจานของตัวเองแล้ว


11  ลองมาทานขนมให้เหมือนกับอาหารชนิดหนึ่งกันเถอะ
               หลังอาหารจะเป็นของหวานซึ่งอาจจะประกอบไปด้วย เนยแข็ง ผลไม้ หรือขนมอื่น ๆ    เมื่อกล่าวถึงคำว่าขนมแล้ว อาจจะทำให้คิดว่าเราสามารถจะใช้มือหยิบทานได้เลย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ของหวานถือเป็นอาหารประเภทหนึ่ง ซึ่งตามธรรมเนียมตะวันตกแล้วต้องใช้มีดและส้อมในการทาน
               เนยแข็ง (CHEESE) ก็ต้องใช้มีดหั่นทาน
               ทำได้โดย ใช้ส้อมและมีดหั่นเนยแข็งให้ได้ขนาดพอคำ หรือถ้ามีขนมปังบาง ๆ เสิร์ฟมาด้วย สามารถจะใช้เนยแข็งวางบนขนมปังแล้วจึงใช้มือหยิงเข้าใส่ปากได้
                  อย่าทำให้เค้กหกเลอะเทอะ



               หากกดลงไปบนก้อนเค้ก หรือตัดแยกออกเป็นชิ้น ๆ ให้กระจายออกไป จะมำให้เค้กนั้น ๆ หมดความอร่อยได้ ทางที่ดีควรจะใช้มีดหั่นเบา ๆ หากก้อนเค้กสูงเกินไปก็ให้ผลักก้อนเค้กนอนลงแล้วจึงหั่นได้
               ชามล้างมือ ใช้จุ่มล้างเฉพาะปลายนิ้วเท่านั้น
               หากนิ้วเราสกปรกให้ล้างที่ชามล้างมือ ต้องล้างทีละข้าง โดยจุ่มเฉพาะปลายนิ้วลงไป ล้างเสร็จแล้ว นำผ้ากันเปื้อนมาวางไว้ใกล้ ๆ ตัวเพื่อรอเช็ด

             มาเรียนรู้วิธีการทานของหวานประเภทต่าง ๆ กันบ้าง
           
 เค้กที่มีรูปสามเหลี่ยมให้เริ่มทานจากทางด้านแหลมเสียก่อน เพื่อให้ทานสะดวก และส่วนที่เหลืออยู่บนจานก็จะดูไม่น่าเกลียด ถ้าเค้กสามารถตัดแบ่งได้สะดวก ใช้แต่เพียงส้อมทานอย่างเดียวก็ได้
               

ไอศครีม และเชอร์เบ็ต ถ้าเราตักทานส่วนบนบ้าง ส่วนล่างบ้าง จะแลดูไม่เหมาะสม ทางที่ถูก ควรจะทานจากส่วนที่คนอื่นมองไม่เห็นก่อน คือส่วนที่อยู่ใกล้ตัวเรานั่นเอง สำหรับเวเฟอร์ที่อาจจะมีมาด้วยนั้น ให้ทานสลับกับไอศครีมโดยไม่ต้องใช้ช้อนตัดให้เป็นชิ้น ๆ สามารถใช้มือหยิบเข้าปากได้เลย
          
     การทานกล้วยที่เสิร์ฟมาให้ ใช้ส้อมกดผลกล้วยเอาไว้และใช้มีดผ่าด้านใกล้ตัวและด้านตรงข้าม จากนั้นดึงผิวส่วนนั้นออกแล้วใช้มีดกับส้อมเปิดเปลือกแผ่ออก จากนั้นตัดเป็นชิ้นพอคำทาน โดยเริ่มจากทางซ้ายมือก่อน
              
 
ถ้าเป็นแคนตาลูปหรือพวกเมล่อนต่าง ๆ ที่เสิร์ฟมาเป็นเสี้ยว เพื่อให้ทานได้ง่าย เริ่มโดยการใช้ส้อมกดทางซ้ายเอาไว้ ส่วนทางขวาใช้มีดหั่นเข้าไป ช่วงรอยต่อระหว่างเปลือกกับเนื้อ (แต่ยกเว้นช่วงสุดท้ายไว้) จากนั้นหั่นจากบนลงล่างช่วงกลางของเมล่อน แล้วหั่นจากซ้ายมือให้ขนาดพอคำ จึงใช้ส้อมจิ้มนำเข้าปาก
             
  แอบเปิลก็ปอกเปลือกโดยไม่ต้องใช้มือสัมผัสกับผลแอปเปิดโดยตรง ทำได้โดยใช้ส้อมกดเอาไว้แล้วแบ่งออกให้เป็นเสี้ยว หรือแบ่งเป็น 4 ส่วน จากนั้นตัดไส้ตรงกลางออก ใช้ส้อมแทงเข้าไปจากด้านในให้อยู่ แล้วยกขึ้นใช้มีดปอกเปลือก แอปเปิลที่ปอกแล้ววางลงบนจาน หั่นทานเป็นคำ ๆ จากทางซ้ายมือ
               ผลไม้ผลเล็ก ๆ เช่นองุ่น เชอร์รี่ หรือสตอเบอรี่ สามารถใช้นิ้วหยิบทานได้ ส่วนองุ่นผลใหญ่ ๆ นำมาปอกเปลือกบนจาน จะทำให้ทานสะดวกขึ้น  เมื่อจะนำเมล็ดหรือเปลือกที่อยู่ในปากออกมา ให้ใช้มือรองไว้ที่ปาก จากนั้นเอาวางไว้ที่ขอบจาน

12  รสชาติของชาฝรั่ง กาแฟ ต้องชิมด้วยตนเอง
               การที่จะใส่นมหรือน้ำตาลลงไปในชาฝรั่ง หรือกาแฟมากน้อยแค่ไหน หรือจะต้องใส่หรือเปล่านั้น ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน และเรื่องนี้ไม่ต้องบริการให้คนข้างเคียง    กล่าวคือ ถ้ากาแฟมีเค้กเสิร์ฟมาด้วย แน่นอนว่าจะดื่มไป ทานไปก็ได้
               ขั้นตอนในการทานกาแฟ เริ่มจากการใส่น้ำตาลลงไปเบา ๆ โดยใส่ต่ำ ๆ สิ่งสำคัญคือ อย่าให้กระเด็นออกมา ถ้าเป็นน้ำตาลก้อนต้องวางไว้บนช้อนเสียก่อน แล้วจึงจุ่มลงไปทั้งช้อน   เวลาดื่มก็อย่าทำเสียง หรือเป่าลมเพื่อให้เย็น ถึงแม้จะวางอยู่บนโต๊ะ จะขยับส่วนที่เหลืออยู่ก้น ๆ แก้วให้เขย่าไปมาก็ไม่ได้   และเมื่อใส่น้ำตาล นม และคนเรียบร้อยแล้ว ให้วางช้อนไว้ด้านตรงข้ามโดยวางให้ช้อนหงายขึ้น
13  การรับประทานอาหารแบบตามสั่งได้อย่างสบายใจ
               กริยามารยาทในการรับประทานอาหารนั้น ไม่ใช่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของอาหารชุด แต่การรับประทานอาหารหรู ๆ ที่มีลักษณะเฉพาะของตนเองที่เรียกกันว่า "อะ ลา คาร์ท" ก็ควรฝึกวิธีรับประทานที่ถูกต้องเช่นกัน แต่ทั้งนี้ กริยามารยาทในการรับประทานอาหารจะต้องใช้มากน้อย ยังขึ้นอยู่กับค่านิยมของท้องถิ่น ลักษณะการจัดโต๊ะอาหาร กฎระเบียบของทางร้านอาหาร เป็นต้น จึงจำเป็นต้องใช้ให้เหมาะสมตามกรณีต่าง กันไป
               อาหารตะวันตกจำพวกที่เป็นเส้นต่างจากเส้นโซบะของญี่ปุ่น ตรงที่จะไม่ดูดเส่นเข้าปากจนหมด การทานเสียงดังถือเป็นการเสียมารยาทอย่างแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสียงเคี้ยวดัง ๆ จะเป็นที่น่ารังเกียจอย่างมาก เวลาทานจึงควรใช้ส้อมม้วนเส้นคราวละน้อย ๆ พันให้เรียบร้อยก่อนทาน โดยอาจจะใช้ช้อนช่วยในการที่เราจะพันเส่นเหล่านั้น
               กรณีที่ต้องตักซอสราดลงบนเส้น (เช่น สปาเก็ตตี้)เอง ให้ตักราดลงไปพอประมาณคำหรือสองคำ แล้วตักส่วนนั้นรับประทาน อย่าตักราดจนชุ่มไปทั้งหมดเพราะว่าอาจจะทำให้ดูสกปรกเลอะเทอะในจานได้
          สำหรับอาหารจำพวก พิซซ่านั้น หากเป็นการทานอย่างกันเองละก็จะใช้มือหยิบทานก็ได้ โดยใช้มือจับด้านกว้างไว้ ส่วนอีกมือหนึ่งจับส้อมรองเนยแข็งหรือน้ำซอสที่อาจจะตกลงมาได้ แต่ถ้าเป็นสถานที่ที่แคบ ๆ จะใช้มีดและส้อมตัดแบ่งก่อนนำเข้าปากก็ได้
14  ดื่มไวน์ระหว่างอาหารจะช่วยเพิ่มรสชาติขึ้นมาก
               อาหารตะวันตกนั้น การดื่มไวน์ระหว่างมื้ออาหารถือเป็นเรื่องธรรมดา การดื่มเหล้าจะช่วยทำให้อยากทานอาหารมากขึ้น แต่ความจริงแล้ว ไวน์เหมาะกับอาหารตะวันตกมากที่สุด น่าเสียดายสำหรับคนที่เมาเหล้าง่าย ถ้าไม่ละก็ ลองดื่มไวน์ดู จะช่วยเพิ่มรสชาติได้เป็นอย่างมาก
              
 เทคนิคง่ายเพื่อการดื่มไวน์

               ขณะที่พนักงานบริการกำลังเสิร์ฟไวน์ไม่ต้องถือแก้ว ให้วางเอาไว้บนโต๊ะได้เลย เมื่อจะยกขึ้นดื่มให้ใช้นิ้วจับที่บริเวณก้าน เพราะว่าถ้าอุณหภูมิของไวนืเปลี่ยนแปลงโดยอาจจะเพิ่มขึ้นจากมือของเรา จะทำให้รสชาติของไวน์นั้น ๆ เสีย หรือเปลี่ยนไปได้   อีกเรื่องที่ควรจำเอาไว้คือ ไวน์นั้น ใช้สำหรับดื่มกับอาหาร ฉะนั้นอย่าดื่มเข้าไปเป็นอึกใหญ่ ๆ ในทางที่กลับกันก็อย่ารอจนทานอาหารหมดหรือใกล้หมดเสียก่อนจึงจะดื่มไวน์ตามเข้าไป เพราะนั่นถือว่าเป็นการดื่มไวน์ที่ไม่ถูกต้องนั้นเอง
               สิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติสำหรับการดื่มไวน์
               แม้การดื่มไวน์จะต้องมีมารยาทในการดื่ม แต่ก็ไม่เข้มงวดถึงขนาดทำให้น่าตกอกตกใจ จนน่ากลัว และถึงแม้ว่าไวน์จะเป็นเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ไม่แรง แต่ไวน์ก็คือเหล้าชนิดหนึ่ง สิ่งที่จะบอกต่อไปนี้ เป็นมารยาทที่ควรปฏิบัติ รวมทั้งสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และไม่ควรจะนำไปปฏิบัติ เพราะว่าทุกวันนี้การดื่มไวน์ในชีวิตประจำวัน มีมากขึ้น จึงควรจะเรียนรู้มารยาทในการดื่มไวน์เอาไว้บ้าง
                              ขณะจับแก้วไวน์ขึ้นดื่ม อย่ากางนิ้วใดนิ้วหนึ่งออกมา จะดูไม่เป็นธรรมชาติ     ไม่ว่าจะเป็นแก้วแบบไหนก็ตามอย่าจับที่ขอบบนของแก้ว เพราะจะทำให้เกิดรอยนิ้วมือ เมื่อจะต้องจับหรือย้ายแก้วให้จับตรงก้านแก้วเท่านั้น
ทุกครั้งที่หยิบแก้วไวน์ขึ้นดื่ม จะต้องวางลงที่เดิม คือทางขวามือของเรา เพื่อไม่ให้ พนักงานบริการทำงานได้ยากขึ้น หรือเราเองอาจจะหยิบแก้วสลับกับของคนอื่น
อย่าทำเสียงดังขณะดื่มไวน์ เมื่อดื่มแล้วก็อย่าดูดลิ้น
อย่าดื่มไวน์ขณะที่มีอาหารอยู่ในปาก ต้องดื่มหลังจากที่กลืนอาหารลงไปเรียบร้อยแล้ว
               โดยมารยาทแล้วต้องดื่มไวน์ให้หมดแก้ว   หากกังวลว่าจะดื่มไม่หมดควรระบุว่า   "นิดหน่อย"  หรือปฏิเสธเสียเลย แต่หากดื่มไม่หมดจริง ๆ ก็ให้ปล่อยทิ้งเอาไว้ได้
อย่าเสิร์ฟไวน์ให้กับคนเมา  คนที่ปฏิเสธไม่ดื่ม
          วิธีรินไวน์ ให้รินต่ำ ๆ เงียบ ๆ รินให้ได้ประมาณ 2 ใน 3 ส่วนของความสูงของแก้ว             ไวน์ อนึ่งไม่นิยมรินไวน์ขาวทิ้งเอาไว้ในแก้ว ตามมารยาทแล้วเมื่อต้องการดื่มจึงจะริน
 กรณีที่ต้องรินไวน์ด้วยตัวเอง ต้องหมุนขวดไวน์ตามเข็มนาฬิกาก่อนจะยกตรงปลายขวดขึ้น เพื่อกันไวน์หยดลงบนโต๊ะ และถ้ามีสุภาพสตรีนั่งอยู่ด้วย จะต้องรินให้ผู้หญิงก่อนเสมอ ส่วนถ้าเป็นผู้หญิงทั้งหมดก็ควรจะรินให้กับคนข้าง ๆ ของเราก่อน 
                       คนที่ดื่มไวน์ไม่เป็นหรือดื่มไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว เมื่อพนักงานบริการนำไวน์มาเสิร์ฟ    คราวต่อไป ให้ใช้นิ้วแตะเบา ๆ บนขอบแก้ว เพื่อเป็นการบอกว่า ไม่ต้องรินให้อีกแล้ว
                     โดยทั่ว ๆ  ไปแล้ว เราจะดื่มไวน์ขาวกับอาหารประเภทปลา หรืออาหารทะเล    ส่วนไวน์แดงนั้นจะดื่มพร้อมกับอาหารประเภทเนื้อ ซึ่งในกรณีที่ยังดื่มไวน์ไม่หมดในขณะที่พนักงานนำจานอาหารออกไปแล้ว อย่าเสียดายไวน์ที่เหลืออยู่ในแก้วอีก ควรเปลี่ยนใหม่ตามอาหารนั้น ๆ เพื่อเป็นการให้เกียรติต่อผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อเจ้าภาพ
                                    หากบังเอิญทำแก้วไวน์ล้มด้วยความไม่ตั้งใจ อย่าทำเป็นไม่รู้เรื่องหรือนิ่งเฉยเสีย ต้องเรียกพนักงาน ฯ มาจัดการให้ การที่เราจัดการเสียเองอย่างเงียบ ๆ อาจจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมาได้ และอย่าลุกรี้ลุกรนขึ้นยืน หรือส่ง เสียงดังออกมาด้วยความตกใจ
                              ก่อนที่จะดื่มไวน์ ควรจะเช็ดรอยเปิ้อนที่ริมฝีปากเสียก่อน การทำให้ขอบแก้วมีรอย  ถือว่าเป็นการเสียมารยาทอย่างมาก ถ้ามีรอยเปื้อนติดอยู่ที่แก้ว  ให้ใช้ผ้ากันเปื้อนถูออ ก การใช้นิ้วมือมือ จะทำให้รอยเปื้อนนั้น  ๆ   เป็นรอยกว้างขึ้นได้
              ถ้าเป็นการดื่มฉลองโดยการชนแก้วแล้วนั้น จะต้องทำตามผู้ดำเนินการ    ถ้ามีการยกแก้วขึ้นชนก่อนดื่ม ควรจะให้แก้วอยู่ในระดับสายตาของเราเอง การชนก็เพียงให้แก้วอยู่ใกล้  ๆ  กัน หรือถูกกันเพียงเบา  ๆ  เท่านั้น

วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556

มารยาทในการรับประทานอาหารยุโรป ตอนที่ 2

5  ออเดิร์ฟเป็นอาหารเรียกน้ำย่อย
               ออเดิร์ฟเป็นอาหารเบา ๆ เพื่อเรียกน้ำย่อย เป็นการเพิ่มบรรยากาศในการทานอาหารบนโต๊ะได้ดีอย่างยิ่ง ฉะนั้นจึงไม่ได้เป็นอาหารที่จะทานให้อิ่ม  แม้ว่าจะตักแบ่งทานได้มาก แต่ก็ไม่ควรจะทานมากเกินไป    อาหารที่ทานง่ายนั้นมีอยู่มากแต่ก็มีบางอย่างที่ต้องมีเคล็ดลับในการทาน
               ออเดิร์ฟบางอย่างทานด้วยมือก็ได้
               ถึงแม้ว่าออเดิร์ฟจะเป็นอาหารที่มีขนาดเล็ก แต่ว่าตามหลักแล้วก็ควรจะใช้มีดและส้อมในการทาน แต่ถ้าเป็นขนมปังที่ตัดเป็นชิ้นขนาดพอคำ (ที่เรียกกันว่า คานาเป้...CANAPE) ก็สามารจะทานด้วยมือได้เลย สำหรับผักสดบางอย่างเช่น หน่อไม้ฝรั่งยาว ๆ ให้ใช้มีดหั่นให้เป็นชิ้นพอคำ แล้วจึงทานด้วยส้อม
               อาหารที่เป็นออเดิร์ฟเย็นและเสิร์ฟมาในถ้วย ที่เรียกกันว่า คอกเทลนั้น ทานโดยการใช้ส้อมจิ้มทาน แล้ววางไว้ส่วนขอบแก้ว  เป็นการทานโดยใช้ส้อมเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อไม่ให้แก้วขยับไปมา ต้องใช้มือที่ว่างจับที่ก้านแก้วเอาไว้ในขณะที่ทาน
               การทานหอยนางรมสด ๆ โดยมีเปลือกติดอยู่ ทานโดยใช้ส้อม ใช้มือซ้ายจับเปลือกหอยให้ดี ๆ ส่วนมือขวาแคะเนื้อให้หลุดจากเปลือกเสียก่อน แล้วจึงตักเข้าปาก เมื่อทานส่วนเนื้อด้วยส้อมแล้ว จะดื่มส่วนที่เป็นน้ำเหลืออยู่ทีหลังก็ได้     ส่วนหอยเลล์ ใช้ด้านหลังของส้อมดันเนื้อให้หลุดจะดีกว่าใช้ปลายด้านหน้าตักขึ้นมา

6  ซุป  เป็นสิ่งที่ต้องทานอย่างช้า ๆ เงียบ ๆ
               ซุปไม่ใช่เป็นการดื่ม (DRINK) แต่เป็นการทาน (EAT) จากความหมายนี้จึงดื่มเข้าไปให้มีเสียงไม่ได้เด็ดขาด  หลักสำคัญในการทานคือ อย่ามีเสียง  ดังนั้นที่สำคัญที่สุดคือ ต้องฝึกให้ชิน
             
  ตักซุปจากด้านใกล้ตัวออกด้านนอก

               
จะตักจากด้านนอกเข้ามาด้านใกล้ตัวของเราเองก็ไม่ผิด แต่วิธีโดยทั่ว ๆ ไปจะตักจากด้านในที่ใกล้ตัวเราออกไป เมื่อซุปจวนจะหมดให้ใช้มือซ้ายยกจากด้านหน้าขึ้นมา
               ใช้ปลายช้อนส่วนใกล้ ด้านหน้าทานเข้าไป
               ซุปนั้นหากดื่มด้านข้างตรง ๆ จะเกิดเสียงได้ง่าย ดังนั้นจึงควรเอียงด้ามช้อนออกไป เป็นเส้นทแยงมุม ถือช้อนห่างจากริมฝีปากเล็กน้อย ด้ามช้อนทแยงออกไปด้านนอกแล้วก้มลงไปดื่ม ก็เป็นเคล็ดลับอย่างหนึ่งที่จะไม่ทำให้เกิดเสียงดังได้
               ดื่ม (ทาน) เสร็จแล้ววางช้อนเอาไว้ในชาม 

               ช้อนซุปนั้น เมื่อเราทานเสร็จแล้ว ไม่ว่าจะทานจนหมดหรือไม่ก็ตาม ให้วางไว้ในชามโดยวางเอาไว้ด้านหน้าและหงายช้อนขึ้น โดยให้ด้ามช้อนเอียงออกด้านข้าง หรือจะนำช้อนที่ทานเสร็จแล้ววางไว้ในที่รองจานซุปก็ได้
               ขั้นตอนในการดื่ม(ทาน)ซุป เพื่อไม่ให้เกิดการผิดพลาด
               ซุป  เป็นของที่ทานได้คล่องคอ ดังนั้น ท่าดื่มที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่เข้าท่ายิ่งทำให้เป็นที่จับตามองมากยิ่งขึ้น ถ้าถูกใครตำหนิว่า   "แค่ใช้ช้อนตักซุปเข้าปาก ไม่น่าลำบากอะไรแบบนี้เลย"   คุณจะโมโหแค่ไหน
               ตามที่เคยกล่าวไว้แล้วว่า จะดื่มซุปให้เก่งจะต้องฝึกให้ชิน ควรรู้เคล็ดลับไม่กี่ข้อนี้ไว้ สิ่งสำคัญคือท่าทางขณะดื่ม ปริมาณซุปที่ควรจะตัก  เป็นต้น
                เมื่อก้มตัวลงไปดื่มอย่างไร ก็ย่อมจะเกิดเสียงดังขึ้นได้ ฉะนั้นควรจะนั่งให้เรียบร้อย        เมื่อตักขึ้นมาแล้ว ควรดื่มซุปให้หมดภายในคำเดียว ทางที่ดีควรจะตักขึ้นมาเพียง 6 - 7 ส่วนของช้อนซุปก็พอ  เพื่อไม่ให้ซุปหยดลงจากช้อน ขณะตักขึ้นมาควรจะปาดก้นช้อนกับขอบขอบชามซุปก็ได้     แม้ว่าซุปจะร้อน แต่ก็ใช้ลมปากเป่าให้เย็นไม่ได้ ดังนั้น เพื่อให้รู้ว่าซุปร้อนแค่ไหนนั้น ควรตักเพียงเล็กน้อยสำหรับดื่มคำแรก    
                เวลาใช้ช้อนตักซุปในชามนั้น พยายามอย่าให้ช้อนขูดกับชามจนเกิดเสียงดัง
การที่เราดื่มซุปโดยไม่ให้เหลือซักหยดเลยนั้นเป็นเรื่องที่เปล่าประโยชน์ แน่นอนว่าการที่จะยกชามซุปขึ้นมาดื่มนั้น ห้ามทำเด็ดขาด  ยกเว้นในกรณีที่เป็นซุปใสซึ่งจะเสิร์ฟมาในถ้วยซุปที่มี 2 หู เราสามารถที่จะจับที่หูทั้ง 2 ข้างขึ้นมาดื่มได้

7  ขนมปัง  ควรฉีกเป็นชิ้นใหญ่ ทานทีละคำ
               ขนมปังจะถูกเสิร์ฟมาตั้งแต่แรก หรือไม่ก็เสิร์ฟในช่วงที่เสิร์ฟซุป ส่วนการเสิร์ฟนั้นอาจจะแจกให้ทีละคน หรือใส่ตะกร้าตามจำนวนคนก็ได้ ในกรณีที่แจกให้ทีละคน ๆ ขนมปังของคุณจะอยู่ในจานด้านซ้ายมือ อย่าหยิบผิด
               การทานขนมปัง คือทานพร้อมอาหารหลัก
               ขนมปังไม่ควรทานตั้งแต่ทีแรก ควรทานหลังจากดื่มซุปเสร็จแล้ว และทานให้หมดไปพร้อม ๆ กับอาหารจานหลักประเภทปลา หรือเนื้อ


          การทานขนมปัง ควรทำตามลำดับดังนี้
                -   หยิบขนมปัง    
                -   ฉีกขนมปังบนจานรอง    
                -   หยิบขนมปังที่เหลือไว้ที่เดิม    
                -   จับขนมปังด้วยมือซ้าย และทานเนย        
                -   เก็บมีดสำหรับทาเนยเอาไว้ที่เดิม   
                -   เวลาทาน   อย่าใช้ปากฉีกขนมปัง ให้ใช้มือฉีกขนมปังบนจานรองขนมปังแล้วทาเนย ก่อนรับประทาน
ใช้ซอสสำหรับทานอาหาร ทานกับขนมปังได้หรือเปล่า
               หากเป็นงานที่ต้องระวังกริยามารยาทมากละก็ อย่าทำดีกว่า ควรจะใช้ส้อมจิ้มขนมปังชิ้นเล็ก ๆ เช็ดซอสที่เหลืออยู่ทานให้หมดก็ได้
   8  อาหารจำพวกปลา ควรทานให้ดูสะอาดสะอ้านบนจานอาหาร
               ลำตัวปลาสามารถเลาะเนื้อออกมาได้ง่าย แต่อย่างไรก็ต้องเหลือกระดูก หนัง ส่วนหัวหรือหาง สิ่งเหล่านี้ทำให้บนจานเกะกะได้ง่าย ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกะกะจึงต้องจัดการกับสิ่งเหล่านี้ด้วย ก่อนอื่นที่สำคัญคือ จัดการทานเนื้อปลาให้ถูกวิธีเสียก่อน
               ทานเนื้อปลาจากด้านซ้ายมือ ทีละคำ

              วิธีทาน     ตัดจากด้านซ้ายมือเป็นชิ้นใหญ่พอดีคำ ราดด้วยซอสให้พอก่อนที่จะลงมือรับประทาน ค่อย ๆ ตัดแบ่งให้เป็นชิ้น ๆ อย่าให้กระจาย   ถ้ามีกระดูกปลาติดไปด้วย อย่าคายกระดูกปลาลงบนจานปลาโดยตรง ให้ใช้ส้อมรองไว้ที่ปากแล้ววางทิ้งไว้บริเวณขอบจานด้านบน แต่ที่ควรระวังก็คือ อย่าแลบลิ้นออกมามากจนเกินไป และเมื่อทานเสร็จแล้วแล้วต้องกวาดเศษอาหารบนจานให้เรียบร้อย

               เนื้อปลาที่เสิร์ฟมาทั้งตัวไม่ต้องกลับด้านทาน 
               อาหารประเภทปลาที่มีหัวและหางรวมอยู่ด้วย ก่อนอื่นเลาะเนื้อด้านบนออกมาไว้ด้านใหล้ตัวแล้วจึงเริ่มทาน จากนั้นสอดมีดเข้าไประหว่างใต้กระดูกลำตัวกับเนื้อส่วนล่าง แล้วเลาะกระดูก  หัว  และหางออกมาไว้ด้านตรงข้าม จากนั้นจึงทานเนื้อส่วนล่างต่อไป จำเอาไว้ว่า อย่ากลับลำตัวปลาเพื่อทานเนื้อปลาด้านล่างเป็นอันขาด

               สำหรับปลาลิ้นหมา (SOLE) จะต้องเลาะกระดูกออกในตอนแรก 

               ปลาลิ้นหมา เป็นปลาที่นิยมทานกันมาก ในบรรดาอาหารตะวันตก สำหรับปลาที่มีครีบตามขอบลำตัวเช่นนี้ จะต้องเลาะทิ้งไปตั้งแต่ทีแรก ก่อนที่จะลงมือรับประทาน จึงจะทานได้สะดวกกว่า  ส่วนที่เลาะทิ้งไปให้นำมาวางไว้ด้านตรงข้าม   ส่วนปลาที่มีลำตัวกว้างนั้น ก่อนอื่นผ่าเป็น 2 ท่อนเสียก่อน โดยผ่าให้ขนานกับกระดูกลำตัว แล้วจึงเลาะเนื้อด้านบนทาน จากนั้นจึงทานเนื้อด้านครึ่งล่าง จึงจะเป็นวิธีทานที่สะดวกกว่า

การทานกุ้งจะต้องเลาะเนื้ออกจากเปลือกเสียก่อน
               
อาหารจำพวกกุ้งที่มีเปลือกอยู่ด้วย อย่างกุ้งกร้ามกราม จะต้องเลาะเนื้อออกจากเปลือกมาไว้ที่จาน จึงจะทานง่ายขึ้น ทำโดยใช้ส้อมกดเนื้อเอาไว้ สอดมีดเข้าไปในระหว่างเนื้อและเปลือก แล้วค่อย ๆ เลาะเนื้ออก   ส่วนเนื้อกุ้งนาง จะต้องใช้มือแกะเปลือกออก (ล้างนิ้วมือในชามสำหรับล้าง หรือเช็ดด้วยผ้าเช็ดมือให้สะอาด)
               ใช้มีดเปิดห่อบรรจุอาหาร      
         อาหารที่ถูกเสิร์ฤมาโดยที่ยังมีอลูมิเนียมฟอยล์หรือกระดาษไขห่ออยู่ อย่าใช้มือแกะกระดาษห่อนี้ ให้ใช้มีดแทงเข้าไปช่วงกลางของกระดาษ จากนั้นใช้มีดและส้อมแกะห่อทั้ง 2 ฝั่งออกจากกัน เมื่อกางออกแล้วจะทานทั้งอย่างนั้นเลยก็ได้

              วิธีบีบมะนาวจะทำต่างกันตามขนาด
         
      อาหารจำพวกปลา ในเวลาที่เสิร์ฟมานั้น มักจะมีมะนาวให้มาด้วย   สำหรับมะนาวที่ผ่าเป็นแว่นให้วางบนเนื้อปลา แล้วกองลงไปเบา ๆ ส่วนมะนาวที่ผ่าเป็นรูปครึ่งวงกลมนั้น ใช้มือบีบ แต่เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำมะนาวกระเด็นไปที่อื่น ให้ใช้มืออีกข้างป้องเอาไว้  ส่วนมะนาวที่ถูกหั่นเป็นครึ่งซีก ให้จับด้วยมือซ้าย และถือส้อมด้วยมือขวา แทงเช้าไปแล้วบีบเบา ๆ ให้น้ำออกมา